ใบหน้าที่ดูเด็กและอ่อนเยาว์คือสิ่งที่ทุกคนปรารถนา เพราะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยเสริมบุคลิกภาพ สร้างความมั่นใจในการทำงานและการเข้าสังคม ปัจจุบันเทรนด์การดึงหน้าที่เกาหลี จึงได้รับความนิยมอย่างสูง เนื่องจากผลลัพธ์ที่ดูละมุน ไม่หลอกตา แม้เราจะไม่สามารถหยุดเข็มนาฬิกาได้ แต่เราสามารถปรับโครงสร้างใบหน้าให้กลับมาดูสดใสได้อีกครั้ง
การผ่าตัดดึงหน้า คืออะไร?
การผ่าตัดดึงหน้าคือศัลยกรรมเพื่อยกกระชับกล้ามเนื้อลึก (SMAS) และจัดระเบียบไขมันใต้ผิวหนังให้กลับไปยังตำแหน่งที่เหมาะสม พร้อมตัดผิวหนังส่วนเกินออกเพื่อให้ใบหน้าตึงกระชับและเรียบเนียนขึ้น เทคนิคการดึงหน้าที่เกาหลีเน้นความละเอียดอ่อน ช่วยคืนความอ่อนเยาว์ที่ดูเป็นธรรมชาติที่สุด ลดริ้วรอยร่องลึกด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้แผลเล็ก ฟื้นตัวไว และผลลัพธ์อยู่ได้ยาวนาน
ตำแหน่งที่สามารถเลือกทำศัลยกรรมดึงหน้าได้
- การดึงหน้าผากและยกคิ้ว: แก้ไขปัญหาคิ้วตก ตาดูเศร้า และริ้วรอยบนหน้าผาก
- การดึงหน้าส่วนกลางและยกโหนกแก้ม: แก้ปัญหาร่องแก้มลึกและโหนกแก้มที่หย่อนคล้อย
- การดึงหน้าส่วนล่างและแก้ไขเหนียงใต้คาง: ปรับรูปหน้าให้เป็น V-Shape ตามสไตล์เกาหลี
- การดึงคอ (Neck Lift): กระชับผิวหนังบริเวณลำคอทั้งด้านข้างและตรงกลาง
- นอกจากนี้ยังสามารถทำร่วมกับการศัลยกรรมอื่นๆ เพื่อความสมบูรณ์แบบ เช่น การผ่าตัดหนังตา, การเก็บถุงใต้ตา, การเสริมโหนกแก้ม, การฉีดไขมันหน้าเด็ก (Fat Grafting) หรือการดูดไขมันเฉพาะจุด
การดึงหน้า แก้ปัญหาอะไรได้บ้าง
- ยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อย: เปลี่ยนผิวที่ร่วงโรยตามกาลเวลาให้กลับมาตึงกระชับ ย้อนวัยผิวหน้าให้ดูสดใสเหมือนสมัยวัยรุ่น
- ลดริ้วรอยร่องลึก: จัดการกับริ้วรอยบนใบหน้าให้ผิวดูเนียนละเอียด ดูอ่อนกว่าวัยอย่างเห็นได้ชัด
- คืนความอ่อนเยาว์อย่างเป็นธรรมชาติ: ผลลัพธ์ของการดึงหน้าที่เกาหลีเน้นความละมุน ไม่ดูแข็งทื่อ ทำให้หน้าดูเด็กลงโดยที่คนรอบข้างดูไม่ออกว่าไปทำศัลยกรรมมา
- เทคนิคไร้แผลเป็น: ด้วยนวัตกรรมดึงหน้าลึกถึงชั้น SMAS ช่วยให้ผิวชั้นบนเรียบตึงโดยไม่เกิดแรงรั้งบริเวณผิวหนัง จึงไม่ทิ้งรอยแผลเป็นที่น่ากังวล
- การเย็บซ่อนแผลเนียนสนิท: ศัลยแพทย์จะซ่อนแผลไว้ชิดขอบไรผม ในไรผม หรือชิดแนวขอบใบหู ทำให้มองไม่เห็นรอยแผลแม้จะรวบผม
- บวมช้ำน้อย ฟื้นตัวไว: เทคโนโลยีสมัยใหม่ช่วยให้แผลหายเร็ว พักฟื้นสั้น หลังทำสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้ทันที
- แก้ปัญหาความหย่อนคล้อยระยะยาว: การดึงหน้าคือการลงทุนที่คุ้มค่า โดยจะเห็นผลลัพธ์ที่คงอยู่ยาวนานถึง 5-10 ปี
ใครบ้างที่เหมาะกับการดึงหน้า
- ผู้ที่มีปัญหาโครงสร้างใบหน้าหย่อนคล้อย ต้องการย้อนวัยให้ใบหน้าดูเด็กกว่าอายุจริง
- ไม่จำกัดช่วงอายุ โดยศัลยแพทย์จะพิจารณาจากสภาพผิวและความต้องการเฉพาะบุคคล
- ผู้ที่มีน้ำหนักตัวคงที่ (หากต้องการลดน้ำหนัก ควรทำให้เสร็จสิ้นก่อนผ่าตัด)
- ผู้ที่ไม่มีโรคประจำตัวที่เป็นอุปสรรคต่อการหายของแผล เช่น ฮีโมฟีเลีย (Hemophilia) หรือกลุ่มอาการเอห์เลอร์ส-แดนลอส (Ehlers-Danlos Syndrome)
- ไม่อยู่ในภาวะตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
- มีความคาดหวังต่อผลลัพธ์ที่สมเหตุสมผลและมีสุขภาพจิตปกติ
ใครบ้างที่ไม่เหมาะกับการดึงหน้า
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวที่ส่งผลต่อการหายของแผล เช่น โรคเบาหวานที่ควบคุมไม่ได้, ผู้ที่เป็นโรคทางพันธุกรรมบางชนิด, ผู้ที่เป็นโรคเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน
- ผู้ที่มีปัญหาเรื่องการแข็งตัวของเลือด เช่น โรคฮีโมฟีเลีย (Hemophilia), ผู้ที่ต้องทานยาละลายลิ่มเลือดตลอดเวลา
- ผู้ที่สูบบุหรี่จัดและไม่สามารถงดได้ เพราะมีโอกาสสูงมากที่เนื้อเยื่อบริเวณแผลจะเน่าตาย หรือเกิดรอยแผลเป็น
- ผู้ที่มีประวัติเป็นแผลเป็นคีลอยด์ (Keloid) รุนแรง: แม้แผลดึงหน้าจะซ่อนตามไรผม แต่หากคนไข้มีแนวโน้มเป็นคีลอยด์ได้ง่ายมาก อาจทำให้เกิดรอยแผลเป็นนูนรอบใบหูจนเสียความมั่นใจ
- ผู้ที่คาดหวังว่าการดึงหน้าจะทำให้ใบหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคน หรือต้องการให้ผิวตึงเปรี๊ยะจนดูไม่
- ผู้ที่มีสุขภาพจิตไม่ปกติ: หรือมีภาวะ Body Dysmorphic Disorder (BDD) ที่มีความกังวลในรูปลักษณ์ของตนเองผิดปกติเกินจริง
ความเสี่ยงและผลข้างเคียงของการดึงหน้า
การศัลยกรรมทุกชนิดมีความเสี่ยง แต่สามารถควบคุมได้ด้วยทีมศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สิ่งที่หลายคนกังวลเมื่อพูดถึงการดึงหน้าคือ
- รอยแผลเป็น: หากไม่มีประวัติคีลอยด์ แผลจะเรียบเนียนและถูกซ่อนไว้ในตำแหน่งที่มองเห็นได้ยาก เช่น ไรผมหรือหลังใบหู
- ผลลัพธ์ไม่ตรงใจ: การเลือกศัลยแพทย์ที่มีประสบการณ์สูงจะช่วยให้ออกแบบใบหน้าได้สวยงาม ดูเป็นธรรมชาติ และลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน
- ภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ : เช่น เลือดออก (Bleeding) หรือผิวหนังขาดเลือด (Skin necrosis) พบในกลุ่มผู้สูบบุหรี่จัดหรือผู้มีโรคประจำตัวอย่างเบาหวานและความดัน แต่หากควบคุมอาการได้ดีภายใต้การดูแลของศัลยแพทย์ก็สามารถผ่าตัดได้
- การกระทบกระเทือนเส้นประสาทใบหน้า (Facial Nerve injury): พบได้น้อยมากเพียง 1-3% และส่วนใหญ่ (90-95%) จะกลับมาเป็นปกติได้เองภายใน 3-6 เดือน
ทำไมต้องเลือกทำศัลยกรรมดึงหน้า?
การดึงหน้าตึงแบบเกาหลีคือทางเลือกที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการแก้ไขปัญหาความหย่อนคล้อย โดยให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนและยาวนานกว่าการทำทรีทเมนต์หรือการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวทั่วไป ซึ่งมีเหตุผลหลักที่คนทั่วโลกเลือกวิธีนี้คือ
- ผลลัพธ์ที่ถาวรและชัดเจน: เมื่อเทียบกับหัตถการเบื้องต้น เช่น การฉีดโบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ หรือการร้อยไหม ซึ่งอยู่ได้เพียง 6 เดือนถึง 2 ปี แต่การดึงหน้าสามารถคงความอ่อนเยาว์ได้นานกว่าหลายเท่า
- แก้ไขปัญหาแบบองค์รวม: สามารถทำได้หลายส่วนในคราวเดียว ทั้งการยกกระชับแก้ม ลดริ้วรอย ปรับรูปหน้า เพิ่มความชัดเจนของกรอบหน้า (Jawline) และลดเหนียงใต้คาง ช่วยลดค่าใช้จ่ายสะสมในระยะยาวได้มากกว่า
- เสริมความมั่นใจแบบเร่งด่วน: ความหย่อนคล้อยทำให้ดูแก่กว่าอายุจริงหรือดูเหนื่อยล้า การดึงหน้าจะเปลี่ยนลุคให้ดูสดใส มีพลัง และส่งผลบวกต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
- แก้ไขที่ต้นเหตุของปัญหา: ปรับโครงสร้างใบหน้าตั้งแต่ชั้นกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อลึก ไม่ใช่เพียงการดึงผิวชั้นนอก จึงให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติที่สุดเมื่อทำโดยศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
เทคนิคการดึงหน้าที่เกาหลีที่ได้รับความนิยมมีแบบไหนบ้าง
เทคนิคผ่าตัดดึงหน้า (FACELIFT) ชั้น SMAS
คือเทคนิคยกกระชับหน้าด้วยการผ่าตัดดึงหน้าตึงในชั้น SMAS (Superficial Musculo Aponeurotic System) ซึ่งเป็นชั้นเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อที่อยู่ใต้ชั้นไขมัน การจัดการในชั้นนี้จะช่วยให้ผิวด้านนอกตึงกระชับโดยไม่ดูผิดธรรมชาติ ศัลยแพทย์จะใช้เทคนิค Invisible Lock เย็บซ่อนแผลชิดไรผมและขอบใบหู ทำให้รอยแผลจางหายสนิทภายใน 1 เดือน
เทคนิคส่องกล้องดึงหน้า (Endo-Face Lift)
นวัตกรรมการส่องกล้องดึงหน้า Endo-Facelift คือการศัลยกรรมผ่านกล้อง Endoscope ที่เปิดแผลขนาดเล็กมากเพื่อเลาะชั้น SMAS บริเวณแก้ม คาง และลำคอ ช่วยแก้ปัญหาร่องแก้มลึก ร่องน้ำหมาก และมุมปากตก เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการลิฟกรอบหน้าให้ชัดเจนแต่ต้องการการฟื้นตัวที่รวดเร็วที่สุด
การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดดึงหน้า
เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดเหมือนการบินไปดึงหน้าที่เกาหลี ควรเตรียมตัวดังนี้
- 6 เดือนก่อนผ่าตัด
- งดยารักษาสิวกลุ่มวิตามิน A (Isotretinoin)
- งดการฉีด Botox หรือ Filler ในบริเวณที่จะผ่าตัด
- 3 เดือนก่อนผ่าตัด
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และตรวจสุขภาพประจำปี
- งดการทำเลเซอร์หรือการร้อยไหมทุกประเภท
- 4 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด
- สำคัญมาก: งดสูบบุหรี่เด็ดขาดทั้งก่อนและหลังผ่าตัด
- งดการเจาะ สัก หรืออาบแดด และหลีกเลี่ยงช่วงที่มีประจำเดือน
- 10 วันก่อนผ่าตัด
- งดยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด (Aspirin, Coumadin, Plavix เป็นต้น)
- งดยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เช่น Ibuprofen, Diclofenac, Voltaren
- งดยาระงับประสาทหรือยานอนหลับบางชนิด (ควรปรึกษาศัลยแพทย์)
- งดวิตามินและอาหารเสริมทุกชนิด เช่น น้ำมันปลา (Fish Oil), วิตามินอี, โสม, แปะก๊วย
การเตรียมตัวที่ดีและการสื่อสารกับศัลยแพทย์อย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับความคาดหวัง จะช่วยให้การดึงหน้าที่เกาหลี ของคนไข้ประสบความสำเร็จ ได้ใบหน้าที่ตึงกระชับ อ่อนเยาว์ และเสริมสร้างความมั่นใจได้อย่างยาวนาน
ขั้นตอนการผ่าตัดดึงหน้า Facelift มาตรฐานสากล
วิเคราะห์ปัญหาเฉพาะบุคคล: ศัลยแพทย์จะทำการประเมินและออกแบบการยกกระชับแบบตัวต่อตัวเพื่อให้เข้ากับรูปหน้าของแต่ละเคส
- ความปลอดภัยขั้นสูง: ผู้รับบริการจะได้รับการดมยาสลบโดยวิสัญญีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญตลอดการผ่าตัด
- ความสะอาดและแม่นยำ: เริ่มทำความสะอาดฆ่าเชื้อและเปิดแผลบริเวณหน้าไรผมหรือในไรผมตามแนวที่ออกแบบไว้
- ยกกระชับลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อ: แยกผิวหนังออกจากชั้น SMAS แล้วจัดการกับเอ็นยึดที่หย่อนคล้อย ดึงเนื้อเยื่อหุ้มกล้ามเนื้อทั้งส่วนบนและส่วนล่างให้ตึงและเย็บติดกับส่วนที่แข็งแรง
- ปรับแนวชั้นผิว: แก้ไขชั้น SMAS ให้ยกขึ้นในทิศทางที่เหมาะสมตามแนวโหนกแก้ม พร้อมตัดผิวหนังส่วนเกินที่เหลือออก
- เย็บปิดแผลด้วย Invisible Lock: ขั้นตอนสุดท้ายคือการเย็บยึดผิวโดยแทบไม่มีแรงตึงด้านบน ตำแหน่งแผลจะถูกซ่อนไว้เนียนสนิทชิดไรผมหรือขอบใบหู
การดูแลตัวเองหลังผ่าตัดดึงหน้า
การดูแลตัวเองหลังผ่าตัดดึงหน้า เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดที่จะช่วยให้แผลสมานตัวเร็ว ลดอาการบวม และทำให้ผลลัพธ์ของความอ่อนเยาว์อยู่ได้นานที่สุด โดยมีข้อควรปฏิบัติแบ่งตามช่วงเวลาดังนี้
- ช่วง 1-3 วันแรก: ช่วงที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
- การประคบเย็น: ใช้เจลประคบเย็นประคบบริเวณแก้มและหน้าผาก (ระวังอย่าให้โดนแผลโดยตรง) เพื่อลดอาการบวมและรอยช้ำ ประคบต่อเนื่องในช่วง 48 ชั่วโมงแรก
- ท่านอน: ควรนอนหนุนหมอนสูง (วางหมอนซ้อนกัน 2-3 ใบ) หรือใช้หมอนรองคอ เพื่อให้ศีรษะอยู่สูงกว่าหน้าอก จะช่วยลดอาการบวมได้ดีขึ้นและป้องกันการนอนตะแคงไปทับแผล
- การทำความสะอาด: งดให้แผลโดนน้ำในช่วงแรก ศัลยแพทย์จะแนะนำวิธีการเช็ดหน้าหรือทำความสะอาดแผลอย่างละเอียด
- ช่วง 1 สัปดาห์แรก: การฟื้นฟูเนื้อเยื่อ
- การล้างหน้าและสระผม: โดยปกติศัลยแพทย์จะอนุญาตให้สระผมได้หลังจากผ่านไป 2-3 วัน แต่ต้องใช้แชมพูสูตรอ่อนโยนและเป่าผมด้วยลมเย็นเท่านั้น (ห้ามใช้ลมร้อนเพราะผิวหนังยังชาอยู่ อาจเกิดแผลพุพองโดยไม่รู้ตัว)
- รับประทานยาตามสั่ง: ทานยาปฏิชีวนะและยาลดบวมตามที่ศัลยแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด หากมีอาการปวดสามารถทานยาแก้ปวดที่ศัลยแพทย์จัดให้ได้
- งดกิจกรรมหนัก: หลีกเลี่ยงการก้มหัวต่ำ การยกของหนัก หรือการออกกำลังกายที่ต้องออกแรงมาก เพื่อป้องกันไม่ให้ความดันเลือดสูงจนแผลมีเลือดออก
- ช่วง 2-4 สัปดาห์: การดูแลต่อเนื่อง
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่: ควรเว้นระยะอย่างน้อย 4 สัปดาห์หลังผ่าตัด เพราะแอลกอฮอล์ทำให้บวมนาน และบุหรี่ทำให้แผลหายช้าเสี่ยงต่อผิวหนังตาย
- หลีกเลี่ยงแสงแดด: ผิวหลังผ่าตัดจะไวต่อแสงมาก ควรทาครีมกันแดดและสวมหมวกปีกกว้างเมื่อต้องออกไปข้างนอก
- งดอาหารแสลง: เช่น ของหมักดอง อาหารรสจัด และอาหารทะเล เพื่อลดความเสี่ยงการอักเสบหรืออาการคันบริเวณแผล
ดึงหน้าที่เกาหลีราคาเท่าไหร่
ราคาจะขึ้นอยู่กับเทคนิค และจำนวนส่วนที่ต้องการดึง (เช่น ส่วนบน, กลาง, ล่าง หรือทั้งหน้าและคอ) หากใครสนใจและต้องการขอคำปรึกษาพร้อมประเมินราคาเฉพาะเคส สามารถส่งรูปภาพมาให้ประเมินได้ที่ LINE ID: https://page.line.me/fxl6554w
ดึงหน้าที่เกาหลีทำที่ไหนดี? ทำไมต้องไปกับ SR Surgery Review
ที่ SR Surgery Review ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา คัดกรองโรงพยาบาลและคุณหมอด้วยมาตรฐานสูงสุด เพื่อให้คนไข้ได้รับผลลัพธ์ที่สวยงามและปลอดภัยที่สุด โดยเคทใช้เกณฑ์การคัดเลือกที่เข้มงวด ดังนี้
คัดเฉพาะศัลยแพทย์ระดับปรมาจารย์ (Top-Tier Surgeon)
- Plastic Surgery Specialist: ต้องได้รับรองจากสมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งแห่งเกาหลีเท่านั้น
- Expertise in Anti-Aging: เราเลือกหมอที่เชี่ยวชาญด้าน Facelift โดยตรง ไม่ใช่หมอทั่วไป เพื่อให้มั่นใจในเทคนิคการดึงที่ละเอียดอ่อน
- Proven Track Record: เรามีรีวิว “Before & After” จากคนไข้จริงในมือจำนวนมาก เพื่อเปรียบเทียบและเลือกคุณหมอที่มีสไตล์การดึงหน้าที่ตรงใจ
เทคนิคชั้นสูงเพื่อความเป็นธรรมชาติ (Advanced Techniques)
- ไปกับ SR Surgery จะเข้าถึงเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุดของเกาหลี
- Deep Plane & High SMAS: เน้นการยกกระชับจากชั้นกล้ามเนื้อลึก ไม่ใช่แค่ดึงผิวหนังชั้นนอก ช่วยให้หน้าไม่ตึงจนเกินไปและดูอ่อนเยาว์อย่างเป็นธรรมชาติ
- Endoscopic Surgery: การใช้กล้องส่องกราดช่วยให้แผลมีขนาดเล็กมาก ลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ และลดอาการบวมช้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
มาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล (Premium Safety)
- เราดูแลคนไข้เหมือนคนในครอบครัว โดยตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยของโรงพยาบาลพันธมิตรอย่างเคร่งครัด
- Full-time Anesthesiologist: ต้องมีวิสัญญีแพทย์ดูแลแบบ 1:1 ตลอดการผ่าตัด
- Modern Equipment: โรงพยาบาลต้องมีระบบกู้ชีพและสำรองไฟฟ้าที่พร้อมรับมือทุกสถานการณ์
- Exclusive Post-op Care: SR Surgery ประสานงานการดูแลหลังผ่าตัดระดับพรีเมียม ทั้งเลเซอร์ลดบวม และห้องอบออกซิเจนความดันสูง (Hyperbaric Chamber) เพื่อให้คนไข้ฟื้นตัวได้ไวที่สุด
บริการดูแลคนไทยแบบ Exclusive โดย SR Surgery
- ความกังวลเรื่องภาษาและการเดินทางจะหมดไป เมื่อคนไข้เดินทางไปกับเรา
- Medical Translator: เรามีล่ามเฉพาะทางภาษาเกาหลี-ไทย ที่เชี่ยวชาญศัพท์ศัลยกรรมโดยตรงคอยประกบทุกขั้นตอนการปรึกษา
- Concierge Service: ดูแลตั้งแต่การจองตั๋วเครื่องบิน ที่พัก รถรับ-ส่งสนามบิน รวมถึงการดูแลเมื่อกลับถึงประเทศไทย
- After-care Support: ไม่ว่าคนไข้จะอยู่ที่ไทยหรือเกาหลี SR Surgery พร้อมเป็นตัวกลางประสานงานติดตามผลกับโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง
- ไปดึงหน้าที่เกาหลีกับ SR Surgery ดียังไง? เคทไม่ได้แค่พาไปผ่าตัด แต่เราคือ เพื่อนคู่คิดที่ช่วยบริหารความเสี่ยง คัดเลือกสิ่งที่ดีที่สุด และดูแลคนไข้ทุกย่างก้าว เพื่อให้การย้อนวัยครั้งนี้เป็นประสบการณ์ที่ประทับใจและคุ้มค่าที่สุด
คำถามที่พบได้บ่อย (FAQs) เกี่ยวกับการดึงหน้า
การดึงหน้าควรทำตอนอายุเท่าไหร่?
จริงๆ แล้วไม่มีการกำหนดอายุที่แน่นอน แต่โดยส่วนใหญ่เริ่มทำในช่วงอายุ 40-50 ปีขึ้นไป เมื่อเริ่มเห็นความหย่อนคล้อยชัดเจน อย่างไรก็ตาม หากมีปัญหาผิวหย่อนคล้อยก่อนวัยอันควร หรือต้องการคงความอ่อนเยาว์ไว้ตั้งแต่เริ่มมีสัญญาณร่วงโรย ก็สามารถปรึกษาศัลยแพทย์เพื่อทำ Mini Facelift หรือการดึงเฉพาะส่วนได้
ผลลัพธ์ของการดึงหน้าจะอยู่ได้นานแค่ไหน?
โดยเฉลี่ยผลลัพธ์จะคงอยู่ได้นานประมาณ 5-10 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเทคนิคที่ใช้ (เทคนิคชั้น SMAS จะอยู่ได้นานกว่าการดึงผิวชั้นนอก) รวมถึงการดูแลตัวเองหลังผ่าตัด การใช้ชีวิต และสภาพผิวเดิมของแต่ละบุคคล
ผ่าตัดดึงหน้าเจ็บไหม และต้องพักฟื้นนานเท่าไหร่?
ในขณะผ่าตัดจะมีการดมยาสลบโดยวิสัญญีแพทย์ ทำให้ไม่รู้สึกเจ็บ ส่วนหลังผ่าตัดอาจมีอาการตึงหรือเจ็บปวดเล็กน้อยในช่วง 2-3 วันแรก ซึ่งยาสามารถช่วยบรรเทาได้ โดยปกติจะใช้เวลาพักฟื้นประมาณ 1-2 สัปดาห์ เพื่อให้ยุบบวมและตัดไหม หลังจากนั้นจะเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ
จะมีแผลเป็นที่มองเห็นได้ชัดหรือไม่?
หากทำด้วยเทคนิคเกาหลีที่ SR Surgery คัดสรรมาให้ ศัลยแพทย์จะใช้วิธีซ่อนแผลเนียนสนิทบริเวณไรผมและขอบใบหู ร่วมกับเทคนิคการเย็บที่ละเอียดมาก เมื่อแผลหายสนิทรอยจะจางลงจนแทบสังเกตไม่เห็น
ดึงหน้าแล้วจะทำให้หน้าดูตึงจนดูไม่เป็นธรรมชาติหรือเปล่า?
ปัญหานี้เกิดจากการดึงเฉพาะผิวหนังชั้นนอก แต่เทคนิคที่เกาหลีจะเน้นการดึงในชั้น SMAS (ชั้นกล้ามเนื้อลึก) ซึ่งเป็นการปรับโครงสร้างจากภายใน ผลลัพธ์ที่ได้จึงดูละมุน หน้าไม่แบนตึง และยังคงแสดงสีหน้าได้เป็นปกติ
เคยฉีดฟิลเลอร์หรือร้อยไหมมาก่อน สามารถดึงหน้าได้ไหม?
สามารถทำได้ แต่จำเป็นต้องแจ้งให้ศัลยแพทย์ทราบก่อน เพื่อให้ศัลยแพทย์ประเมินสภาพเนื้อเยื่อและสารเติมเต็มที่ตกค้าง โดยส่วนใหญ่ศัลยแพทย์จะแนะนำให้งดการฉีดหรือเลเซอร์ก่อนผ่าตัดประมาณ 3-6 เดือน เพื่อให้การเลาะชั้นผิวทำได้แม่นยำที่สุด
สรุป
การผ่าตัดดึงหน้าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการย้อนวัยอย่างยั่งยืน แต่การจะได้ผลลัพธ์ที่สวยเนียนเป็นธรรมชาตินั้นต้องอาศัยเทคนิคชั้นสูงและความเชี่ยวชาญของศัลยแพทย์เฉพาะทาง หากไม่อยากเสี่ยงเลือกโรงพยาบาลเองหรือกังวลเรื่องการสื่อสาร การเลือกไปดึงหน้าที่เกาหลีกับเอเจนซี่ SR Surgery คือคำตอบที่คุ้มค่าที่สุด เพราะเคทช่วยคัดสรรโรงพยาบาลระดับท็อป จัดหาล่ามมืออาชีพ และดูแลคนไข้อย่างใกล้ชิดทุกขั้นตอนเสมือนมีเลขาส่วนตัว เพื่อให้การเดินทางไปเปลี่ยนเป็นคนใหม่ของคนไข้ครั้งนี้ สวย ปลอดภัย และสมบูรณ์แบบที่สุด
อ้างอิง
- Facelift (Rhytidectomy). (2021, August 8). https://my.clevelandclinic.org/health/treatments/11023-facelift
- Facelift Surgery Rhytidectomy. (n.d.). https://www.plasticsurgery.org/cosmetic-procedures/facelift
- Facelift (rhytidectomy). (n.d.). https://www.nhs.uk/tests-and-treatments/cosmetic-procedures/cosmetic-surgery/facelift/

